วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

โอกาสของบัณฑิตใหม่

โอกาสของบัณฑิตใหม่

http://www.ainews1.com/article859.html

เมื่อเข้าไปดูข้อมูลของมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ ปรากฏว่ามีอยู่หลายร้อยแห่งทีเดียว ปีหนึ่งๆจึงมีผู้ที่จบการศึกษาเป็นแสนๆคนทีเดียว แต่ตลาดงานที่จะรองรับบัณฑิตที่จบการศึกษาเหล่านี้ มีน้อยเทียบไม่ได้กับจำนวนผู้ที่จบการศึกษาออกมา

ส่วนการจะเลือกอาชีพเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายปีก่อนรัฐบาลมีนโยบายจะช่วยให้บัณฑิตใหม่และเก่าจบการศึกษามาแล้ว 5 ปียังไม่มีงานทำ เข้ารับการอบรมพิเศษ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ในกิจการอาชีพต่างๆ โดยมุ่งเน้นให้บัณฑิตเหล่านั้น ได้มีทุนที่รัฐบาลจะช่วยให้กู้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อม

ซึ่งข้าพเจ้าเคยไปร่วมบรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาส ให้พวกเขาได้ทราบช่องทางในการเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว

หลังจากนั้นต่อมาโครงการนี้ก็เงียบหายไป ไม่เป็นที่นิยมของบัณฑิตทั้งหลายที่ผ่านการอบรม และส่วนใหญ่คงยังมองไม่เห็นช่องทางว่าจะไปเริ่มต้นเองได้อย่างไร และตนเองจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆให้อาชีพที่เลือกเจริญงอกงามนั้นไม่ใช่ของง่าย เนื่องจากไม่มีทุนความรู้เดิมมาก่อน ส่วนใหญ่จะมุ่งหางานในอาชีพลูกจ้างพนักงานบริษัทต่างๆเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตำแหน่งงานมีไม่เพียงพอ และเงินค่าตอบแทนต่ำ ไม่เพียงพอแก่การครองชีพในปัจจุบัน ที่มีอัตราเงินเฟื้อไปไกล มีความแตกต่างของอัตรารายได้และรายจ่ายที่ไม่สมดุลกัน

เช่นดูง่ายๆเมื่อสมัยที่ทองคำมีราคาบาทละ 400 บาท อัตราเงินเดือนในขณะนั้นประมาณ 900-1,500 บาท แต่ปัจจุบันราคาทองคำขึ้นไป บาทละ 25,000 บาท อัตราเงินเดือน ยังอยู่แค่ 9,000 บาทเป็นต้น ในขณะที่ค่าของเงินบาทลดค่าไปแล้ว 62 เท่าตัว ดังนั้นโอกาสหางานทำและให้มีรายได้พออยู่ได้ของบัณฑิตใหม่ทุกสาขาวิชา เป็นเรื่องที่ไม่สมดุลกับปริมาณ และรายได้ของบุคคลากรที่จบการศึกษาออกมาแต่ละปี ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างจริงจังแต่อย่างใด

เมื่อบัณฑิตใหม่ทุกสาขาวิชาที่จบการศึกษาออกมาแล้ว ยอมรับความจริงข้อนี้ หรือจะเลี่ยงไปศึกษาต่อให้สูงขึ้นก็ตาม จบออกมาก็ไม่มีตำแหน่งงานที่จะรองรับอยู่ดี หากย้อนกลับไปพิจารณาบิลเกตต์ก็ดี บัปเฟตต์ก็ดี หรือแม้แต่ประธานของกลุ่มซีพีก็ดี ผู้ประสบความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้ใช้เวลาของชีวิตที่มีอยู่ไม่มาก อยู่ในสถานศึกษาอย่างยาวนาน กลับใช้เวลาของตนในการประกอบอาชีพที่ตนเล็งเห็นว่ามีรายได้ จากน้อยๆไปสู่ความมั่งคั่งด้วยประสพการณ์และความรู้จากแหล่งต่างๆระหว่างการทำงานไปด้วยตลอดเวลา และยังนำความรู้และประสพการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆมาต่อยอดองค์ความรู้ของตนอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย ไม่ต้องเข้าไปเรียนรู้อย่างละเอียดด้วยตนเอง เป็นการเรียนลัดทางหนึ่ง เช่นประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน เกาหลีใต้ ที่เมื่อก่อนแสนยากจน ข้าพเจ้าไปทานข้าวในโรงแรมที่นั่น ยังมีเสียงหวอหลบภัย เตือนประชาชนให้เข้าที่หลบภัยเป็นระยะๆ และพวกเขาค่อนข้างจะยากจน เลือกก๊อบปี้สินค้าดีๆของคนอื่น และนำมาปรับปรุงต่อยอดเสียใหม่ให้ก้าวไกลไปกว่าต้นตำรับด้วยซ้ำไป ทำให้มีสินค้าจำหน่ายออกไปทั่วโลกในราคาที่ไม่แพงเป็นต้น

ทีนี้บัณฑิตใหม่เหล่านี้จำนวนเป็นล้านๆคน ที่ต่างก็ใช้โทรศัพท์ทือถือกันทุกคน ใช้จ่ายเดือนละหลายบาทอยู่ บางคนก็ใช้เป็นพันๆบาททีเดียว ในโลกยุคTransformation อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ เช่นค่าการตลาดมือถือในประเทศมีมูลค่าเดือนละประมาณ 8,000 ล้านบาท แต่เดิมเงินค่าใช้จ่ายจำนวนนี้ไม่เคยตกมาถึงมือผู้บริโภคแม้แต่บาทเดียว กลับไปอยู่ที่เจ้าของค่ายมือถือต่างๆที่ล้วนเป็นของต่างชาติที่มากอบโกยเงินไทยออกไปต่างประเทศทั้งสิ้น

ส่วนการจะนำเงินค่าการตลาดมือถือกองโต ให้ย้อนกลับมาสู่ผู้ใช้มือถือได้นั้น ต้องการอุปกรณ์การตลาดที่ทรงประสิทธิภาพ และสิ่งประกอบอื่นๆอีกหลายอย่างผสมกันเข้า จึงจะเป็นผลสำเร็จช่วยประเทศชาติได้อย่างดี นำเงินค่าใช้มือถือซึ่งใช้กันถึงปีละประมาณ 500,000 ล้านบาทให้กลับมาหมุนเวียนอยู่ในประเทศ ส่วนผู้ร่วมทำภารกิจชาติคราวนี้เป็นครั้งเดียวและโอกาสเดียว ที่เกิดขึ้นแล้วกับประเทศไทย ที่บัณฑิต ที่จบการศึกษาทุกสาขาวิชา จะระดมกันเข้ามาร่วมกันทำภารกิจช่วยชาติครั้งนี้ กันได้ทั่วประเทศไม่ว่าจะจบการศึกษาสาขาไหนๆ จบมาเมื่อไรก็ตาม สามารถมาก๊อบปี้รูปแบบการทำงานตามความถนัดของตนได้อย่างรวดเร็ว และเรียนรู้ประสพการณ์ของคนอื่นที่นำมาแชร์ให้ฟัง ให้แก่ผู้ที่ยังไม่รู้วิธีการได้เข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้ทันที ส่วนที่ใช้อินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์ต่างๆก็มีให้พร้อมใช้สนับสนุนการทำงาน

ส่วนที่ต้องอาศัยบอกปากต่อปากในแต่ละหมู่บ้านในแต่ละตำบลอำเภอ ก็สามารถทำได้ เนื่องจากแทบทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ไม่มีใครไปบอกเขาว่าปัจจุบันมีโอกาสได้ใช้โทรศัพท์ฟรี มีโอกาสได้รับรายได้คืนกลับมา จากการใช้โทรศัพท์ทุกๆเดือน มีโอกาสได้รับการชดเชย ยามเมื่อสมาชิกเสียชีวิต ดีกว่าเงินสินไหมทดแทนต่างๆที่มีอยู่ด้วยซ้ำไป และบัณฑิตทุกๆคนย่อมมีเพื่อนๆใช้โทรศัพท์มือถืออยู่มากกว่า 10 คนขึ้นไปทั้งนั้น ทำไมไม่นำมาร่วมกันโกยเงินค่าการตลาดกองโตที่รอทุกคนอยู่ในกูเกิล เพียงค้นคำว่า 'วาระแห่งชาติกับ 3.9G' ท่านก็จะเข้าไปศึกษาค้นรายละเอียดว่า เงินค่าการตลาดมือถือที่ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่ เมื่อพบและแน่ใจแล้วว่ามันมีอยู่จริงทุกๆเดือนอีกด้วย แล้ววิธีการที่จะใช้อุปกรณ์อย่างไร ใช้อย่างธรรมดา หรือใช้อย่างมืออาชีพ หรือใช้อย่างลูกกตัญญูต่อคุณพ่อคุณแม่ มีหลากหลายวิธี ให้เราเลือกเอา

เมื่อศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองจากเว็บเพจต่างๆที่พร้อมให้เราศึกษาได้อย่างละเอียดทุกซอกมุม ทำให้เราพร้อมออกมาทำภารกิจช่วยชาติคราวนี้ได้ทันที เงินลงทุนก็น้อย และเป็นการลงทุนระยะสั้นก็จะได้เงินลงทุนนั้นคืนกลับมา แล้วรับรายได้สะสมมากขึ้นไปทุกๆสัปดาห์ทุกๆเดือน อย่างเทียบกันไม่ได้กับนโยบายรัฐบาลเดือนละ หมื่นห้า หรือคำแนะนำให้รัฐบาลเพิ่มเงินเดือนข้าราชการเป็น 22,000 บาทโดยประธานซีพีก็ตาม นั่นไม่ใช่เป้าหมายรายได้ของผู้ที่จะเข้ามาทำภารกิจช่วยชาติคราวนี้กับ 3.9G TOT กับค่าย SSN ซึ่งมีท่านพลเอก พิเชษฐ์วิสัยจร อดีตรอง ผบทบ.เป็นประธาน

ได้ชี้ช่องเข้าโพรงมหาสมบัติ ของค่าการตลาดมือถือให้แล้ว ที่เหลือเป็นหน้าที่ของบัณฑิตทั้งหลายทั่วประเทศ รวมทั้งน้องๆที่กำลังศึกษาอยู่ก็สามารถแบ่งเวลาเรียนมาช่วยชาติ ชวยตนเองและครอบครัวได้เช่นเดียวกัน แล้วประเทศไทยจะมีเม็ดเงินหมุนอยู่ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 20% ของเงินงบประมาณประเทศแต่ละปีทีเดียว

เชิญทุกท่านร่วมด้วยช่วย....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์/article385.html Bookmark and Share

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

ประธานซีพีแนะรัฐขึ้นเงินเดือน

ประธานซีพี แนะรัฐขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 22,000 บาท

http://www.ainews1.com/article844.html

เพิ่งได้ข่าวสั้น แจ้งมาว่า ประธานของ ซีพี แนะให้รัฐบาลขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการเดือนละ 22,000 บาท ปรับค่าแรงงานขั้นต่ำเป็นวันละ 500 บาท เศรษฐกิจจะได้เติบโต...นั่นเป็นแนวความคิดของเจ้าของธุรกิจเงินทุนระดับโลก ท่านผู้อ่านเห็นด้วยไหมหรือไม่ก็แล้วแต่ ....มนุษย์เงินเดือน

แต่ในฐานะของกลุ่ม 'วาระแห่งชาติกับ 3.9G' นั้นเห็นว่าหากเราแก้ปัญหาให้เม็ดเงินไทยไม่ไหลออกนอกประเทศได้ปีละ 500,000 ล้านบาท และนำเม็ดเงินจำนวนั้นมาหมุนเวียนในประเทศอีก 10 รอบ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างดีทางหนึ่งทีเดียว ในขณะที่งบประมาณแผ่นดินมีเพียง 2.3 ล้านล้านต่อปีเท่านั้น หากมีเม็ดเงินเพิ่มเข้ามาในตลาดอีก 20% เศรษฐกิจย่อมจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับลดอัตราเงินเฟื้อลงไป หรือชลอให้อัตราเงินเฟื้อให้น้อยลงด้วย ในขณะเดียวกันยังมีเงินค่าการตลาดมือถืออีกเดือนละประมาณ 8,000 ล้านบาท สามารถเอามาแบ่งปันกันในระหว่างผู้ใช้มือถือกับ SSN จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างดีอีกทางหนึ่ง

การส่งเสริมให้ประชากรในประเทศใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เศรษฐกิจมันแก้ไม่ได้เป็นงูกินหาง แม้จะเพิ่มเงินเดือนซักเท่าไดก็สู้กับราคาสินค้าไม่ได้ ตกลงผู้ที่ไม่มีเงินเดือน เฉาตายกันพอดีพ่อค้ารวย ต้องพึ่งพาแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่พยายามส่งเสริมการใช้จ่ายแบบเดียวกับผู้มีเงินรายได้สูง หรือเลียนแบบอเมริกันใช้เงินพลาสติค ทุกคนต้องใช้จ่ายแต่พอตัว ให้พออยู่ได้ ดูอเมริกาเป็นตัวอย่างที่เลือกใช้เศรษฐกิจผิดทางของธรรมชาติ อดีตประธานาธิบดีคนหนึ่งของเขา บอกเอาไว้นานแล้ว เกือบ 200 ปี ถ้าอเมริกาเอาเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีมาใช้ ต่อไปประเทศชาติล่มจมแน่ นี่กำลังไปเป็นแถว แก้อย่างไรก็ไม่ฟื้น อียูก็กำลังปั่นป่วน เยอรมันเองก็จะช่วยพยุงเอาไว้ไม่ไหว

อันที่จริงประเทศสหรัฐฯนี้เศรษฐกิจของเขาล่มไปแล้วตั้งแต่ 2008 ถึงปัจจุบันก็อาการไม่ดีทั้งภาคเอกชนและภาครัฐเอง พิมพ์ดอลลาร์ออกมาใช้โดยไม่มีหลักทรัพย์หรือทองคำค้ำประกัน เที่ยวบังคับให้นาๆประเทศต้องใช้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินแลกเปลี่ยน ในการซื้อขาย แล้วมันจะเหลือมูลค่าที่แท้จริงที่ไหน จะกลายเป็นแบ๊งค์กงเต็กไม่รู้วันไหน ถ้าหากชาวอเมริกันไม่หลอกตนเอง ทองคำแท่งที่ให้ประเทศต่างๆนำไปฝากเอาไว้ ก็ไม่มีจะคืนให้เจ้าของ เรื่องกำลังฟ้องร้องเรียกคืนจากเจ้าของทองคำกันอยู่ในศาลที่นิวยอร์คในปัจจุบัน

ภาวะเศรษฐกิจทำท่าจะเข้าไปสู่ภาวะก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 วงจรเก่าๆกำลังจะกลับมาใหม่ต้นเหตุของมันก็มาจากความฟุ่มเฟือย มีประชากรไม่ถึง 300 ล้านคนแต่ใช้สินค้าของโลก ประเทศเดียว 60% ส่วนอีก 40% ที่เหลือแบ่งกันใช้ทั้งโลก มันเกินความจำเป็นไปขนาดไหน อย่าไปเอาแบบอย่างการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมาจากประเทศเหล่านี้เลย เราเป็นคนไทยอยู่แบบไทย อยู่กับทรัพยากรของเรา ใช้ของไทยกินของไทย ให้เงินทองหมุนเวียนอยู่ในประเทศ เข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้องก็จะอยู่ได้สบายๆ...หากธรรมชาติไม่ยื่นมือเข้ามาจัดการก็จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 อีกแน่

บรรดาลูกหลานไทยจบอุดมศึกษาสาขาต่างๆออกมาปีละหลายแสนคน แต่หางานรองรับไม่ได้ นักศึกษาที่จบแล้วและที่กำลังจะจบใหม่ ไม่ต้องเรียนต่อให้เปลืองเงินทองของพ่อแม่ หรือของชาติ มาช่วยกันช่วยชาติใน 'วาระแห่งชาติกับ 3.9G'ได้เลย ถึงรัฐบาลจะปรับเงินเดือนให้ตามที่เจ้าสัวซีพีแนะนำก็ตาม มาช่วยกันขยายเครือข่ายผู้ใช้มือถือกับ กลุ่ม วาระแห่งชาติกับ 3.9G ก็จะมีรายได้มากกว่าหลายเท่าของอัตราเงินเดือนที่เจ้าสัวแนะนำ และผู้ใช้มือถือทั่วทั้งประเทศก็มาช่วยชาติได้ หันมาใช้ 3.9G ของ ทีโอที กระทรวงการคลังถือหุ้น 100% เงินค่ามือถือจะได้ไม่ไหลออกนอกประเทศปีละหลายแสนล้านบาท

ชาวไทยที่ใช้มือถือทุกท่าน ลองศึกษาทำความเข้าใจ กับความเป็นจริงของชาติ แล้วจะพบว่าปัญหาของชาติ ต้องใช้คนในชาติที่เกิดปัญญาแล้ว เข้ามาช่วยกันแก้ไข จึงจะสำเร็จ 3.9G ของ ทีโอที กับ SSN บริษัทคนไทย ที่มีท่านพลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร เป็นประธาน มีอุปกรณ์การตลาดสมัยใหม่ พร้อมให้ผู้รักชาติทุกหมู่เหล่าเข้ามาร่วมใช้ ร่วมรับรายได้ค่าการตลาด ช่วยชาติประหยัดเงินค่ามือถือไม่ต้องไหลออกนอกประเทศ ทุกคนมาร่วมพลังสามัคคีกันให้พร้อมเพรียง รวดเร็ว ไม่ต้องรอจนกระทั่งโครงข่ายบริการ 3.9G แล้วเสร็จ 1 มิถุนายน แต่อย่างใด

เชิญทุกท่านร่วมด้วยช่วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพของตนเอง ทั้งด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

เถ้าแก่ใจกว้าง

เถ้าแก่ใจกว้าง

http://www.ainews1.com/articcle834.html

โลกยุค Transformation เถ้าแก่ทั้งหลาย ต้องใจกว้าง เนื่องจากกระแสโลกของความเปลี่ยนแปลงเดินหน้าไม่หยุด จนกระทั่งสถานะความเป็นมนุษย์จะเสมอๆกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันอีกต่อไป ในที่สุดจะเหลือแต่คนใจกว้างถึง 89 % ในสังคมโลก โลกก็จะปรับขึ้นเป็น 4th Density ตามพระอาทิตย์ไป

ส่วนเถ้าแก่ทั้งหลาย มีใจกว้างเป็นทุนเก่าอยู่แล้ว เถ้าแก่ในที่นี้หมายรวมเอาเจ้าของบริษัททั้งหลาย องค์การสมาคมต่างๆ ที่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แม้แต่ชมรมศิษย์เก่านาๆชนิดก็ดี ทุกๆแห่งล้วนยังต้องอาศัยเงินทุนหมุนเวียน ในกิจการของตน และภายในสมาคมของตน และในชมรมต่างๆ การเพิ่มกองเงินทุนสำรองสำหรับให้หน่วยงานต่างๆมีพอ ไม่ต้องรบกวนจากสมาชิก ในรูปแบบจัดงานต่างๆ ทางองค์กรนั้นๆสามารถนำเงินสำรองออกมาใช้จ่ายได้อย่างเพียงพอ แม้แต่นำเงินกองกลางไปช่วยสังคมที่ขาดแคลนในรูปแบบต่างๆ ให้พี่น้องชาวไทยที่ขาดโอกาส หรือยังเอื้อมมือไม่ถึงได้มีกินมีใจตามอัตภาพ ไม่ต้องหน้าเหี่ยวหน้าแห้ง ไร้ความสุข

ส่วนช่องทางโอกาส ที่ทุกฝ่ายที่ใช้มือถือ สามารถนำตนเอง และองค์กรของตัว หรือบริษัทของตน เข้ามาร่วมแบ่งรายได้ค่าการตลาดมือถือทั้งประเทศ ซึ่งมีมูลค่าประมาณเดือนละ 8,000 ล้านบาท หากทุกคนเข้ามาเอาเงินค่าการตลาดก้อนนี้มาแบ่งปันกันในกลุ่มผู้บริโภค และกลุ่มผู้ที่เข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจ กับระบบการตลาด อีเล็คโทรนิคส์ของ SSN ที่มีท่านพลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร เป็นประธาน ได้ลงทุนติดตั้งระบบการตลาดดังกล่าวเอาไว้ให้สมาชิก เจ้าของธุรกิจส่วนตัวทุกท่าน เข้ามาใช้ร่วมกัน และพร้อมใจกันทั้งประเทศเข้ามาร่วมใช้บริการ 3.9G TOT กับระบบการตลาดของ SSN ซึ่งจะบริหารมูลค่าการตลาด นำมาแบ่งกันระหว่างสมาชิกในบริษัท และ SSN ให้ทุกๆฝ่ายมาร่วมทำวาระแห่งชาติ 3.9 G TOT ร่วมกับ SSN

โอกาสตรงนี้เปิดให้เถ้าแก่ทุกระดับ ที่ต้องการเพิ่มรายได้ให้แก่พนักงานในบริษัท พร้อมกับมาช่วยชาติประหยัดเงินป้องกันไม่ให้ไหลออกนอกประเทศปีละมหาศาล โดยที่บริษัทเองไม่ต้องควักกระเป๋า แถมทางบริษัทที่เป็นต้นสายของพนักงานเป็นร้อยเป็นพันที่ต่างใช้มือถือ ยังมีรายได้ของตนเองจากส่วนแบ่งมูลค่าการตลาดมือถืออีกด้วย มากน้อยแล้วแต่วิสัยทัศน์ของเถ้าแก่นั้น จะมองเห็นช่องทาง ทะลุปรุโปร่งหรือไม่เท่านั้น พนักงานทุกคนต่างมีเพื่อนๆนอกบริษัท และญาติพี่น้องอีกมากกว่า 10 คนที่จะมีโอกาสมาใช้บริการโทรฟรีกับ SSN 24 ชั่วโมงบนเครือข่ายเดียวกัน และยังมีเงินทอนจากระบบกลับมาให้อีกด้วย พร้อมทั้งมีเงินกองทุนสวัสดิการอีกหลายรูปแบบให้แก่สมาชิกที่เสียชีวิต และช่วยเหลือสังคม

ในนโยบายช่วยเหลือสังคมนี้ แต่ละสมาชิกหรือองค์กร สามารถนำไปประยุกต์จัดรูปแบบสวัสดิการผู้เสียชีวิต อุปถัมภ์แก่ผู้ที่ขาดญาติพี่น้องเอาใจใส่ให้มีชีวิตที่น่ารื่นรมณ์ร่วมกันได้อีกด้วย เมื่อเขาถึงแก่อายุขัย เงินค่าทำศพก้อนโตที่เหลือเอาไว้ให้แก่ผู้ที่ให้การอุปถัมภ์ค้ำชู ให้ชีวิตของเขาในบั้นปลายมีความสุข และอบอุ่นได้อย่างดีอีกด้วย โดยระบบการตลาดของ SSN จะช่วยเหลือทุกๆคนที่เข้ามาทำกิจกรรมตรงนี้ จากกองทุนสวัสดิการ ที่โตเพิ่มขึ้นทุกๆเดือน เอาไว้เกื้อกูลแก่สมาชิกที่วายชนม์แต่ละเดือนเฉลี่ยแบ่งกัน

นอกจากนี้บรรดาเถ้าแก่ทั้งหลาย มีเถ้าแก่เพื่อนๆที่ทำธุรกิจสัมพันธ์กันอยู่แล้ว ก็สามารถแบ่งปันโอกาสนี้ห้แก่ทุกๆคนได้อีกด้วย โดยนำมาอยู่ในทีมงานเดียวกัน ต่างคนต่างมีรายได้จากระบบการตลาดของ SSN ด้วยกัน ช่วยกันทำให้เงินรายได้มือถือทั้งประเทศประมาณ 500,000 ล้านต่อปี ไม่ต้องถูกนำออกนอกโดยชนต่างชาติ

ดังนั้นการเป็นคนใจกว้างจะทำให้ประเทศชาติมั่นคงเพิ่มขึ้น ลูกหลานมีกินมีใช้ไม่ฝืดเคือง เฉพาะเงินรายได้ในกิจการมือถืออย่างเดียว มากกว่าตลาดอาหารเสริมทั้งประเทศประมาณ เกือบ 10 เท่า

ว่าอันที่จริงเมื่อเถ้าแก่ได้มาเข้าระบบกับ SSN แล้ว แนะนำลูกค้าและพนักงานในระยะสั้นๆ ทีมงานเหล่านี้ที่ได้รับโอกาส เขาจะทำงานต่อๆกันไปเป็นระบบ เถ้าแก่ก็จะเบาแรงไม่ต้องเหนื่อยยากสักเท่าใด ได้ช่วยประเทศชาติให้มีเงินหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศปีละหลายแสนล้านบาทเพิ่มเข้ามา

จึงฝากข้อเสนอแนะนี้เอาไว้ให้แก่ทุกๆวงการที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น ได้เข้ามาช่วยชาติทำวาระแห่งชาติ 3.9G กับ SSN ร่วมกันโดยเร็วอย่างไม่มีเงื่อนไขชักช้าใดๆอีกต่อไป ประเทศชาติกำลังรอวันเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่เกื้อกูลกันทุกวงการ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ ท่านพลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร ก็ได้ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกันเอาไว้ให้แล้ว

จึงหวังให้ทุกวงการ เข้ามาร่วมเปลี่ยนถ่ายการใช้มือถือมาเป็น 3.9G ทั่วกันโดยเร็ว ภายในเดือน พฤษภาคม 2555 ให้หมดทั้งประเทศ

หากเถ้าแก่ทุกท่านได้ใช้เวลาศึกษา และพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ด้วยใจเป็นกลาง ทุกๆฝ่ายในสังคมไทยต่างจะได้รับสวัสดิการจากมูลค่าการตลาดมือถือเดือนละ 8,000 ล้านบาทได้ส่วนหนึ่งช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาล เป็นความเหมาะสมในยุค Transformation ของโลกอย่างแท้จริง และเมื่อท่านได้เข้ามาร่วมทำวาระแห่งชาติ กับ 3.9G กับ SSN ครั้งนี้ จะเป็นผลงานเพื่อชาติที่ทุกคนจะภาคภูมิใจได้อย่างหนึ่งทีเดียว

เชิญทุกท่านร่วมด้วยช่วยด้วยกัน....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html Bookmark and Share

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

ความเป็นมาของพระธาตุแสงแก้ว_ทุ่งหัวช้าง

ความเป็นมาพระธาตุแสงแก้ว- ตำบลทุ่งหัวช้าง

http://www.ainews1.com/article833.html

บอกเล่าโดยพ่อครูจรูญ สุริยวงศ์

เรื่องราว เกิดที่บ้านเลขที่ 17 หมู่ 8 ตำบลทุ่งหัวช้าง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน

ในปลายเดือนมีนาคม 2543 หลังจากที่แม่บัวเขียว สุริยวงศ์ คุณแม่ของข้าพเจ้า (อาจารย์จรูญ สุริยวงศ์) ไหว้พระสวดมนต์ เจริญสมาธิ ภาวนา ประจำวันแล้ว ท่านได้สังเกตเห็นแสงสว่างเป็นดวงเล็กๆ ขนาดหัวมือได้ลอยไปมา

ช้าๆ มีแสงสวยคล้ายแสงหิ่งห้อย

เพียงแต่มีขนาดโตกว่าหิ่งห้อยมากและไม่กระพริบเหมือนหิ่งห้อย ดวงแสงกลมๆ นั้นลอยไปมาอยู่นานพอสมควร ทำให้ในห้องโถงบ้านสว่างไสว พอมองเห็นอะไรได้ ท่านรู้สึกแปลกใจว่าเป็นอะไรกันแน่ แต่ใจก็มิได้นึกกลัว ท่านได้ตั้งสติพนมมือกล่าวคำอธิษฐานเบาๆว่า

'สาธุ ถ้าหากสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นนี้ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอได้โปรดสำแดงอภินิหาร ด้วยเถิด' หลังคำอธิษฐาน ดวงแสงกลมๆ ได้ขยายขนาดประมาณผลส้ม แล้วเปล่งประกายแสงพวยพุ่งออกมาหลายสีสวยงาม ท่านเองถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ ท่านก็ส่งเสียงเรียกปลุกให้ข้าพเจ้าและภรรยาตื่น ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นตกใจและรีบออกมาแต่ปรากฏว่าไม่ทันได้เห็นแสงประหลาดดังกล่าว ข้าพเจ้าถามคุณแม่ว่า 'อะไรครับแม่' ท่านตอบว่าไม่ทราบ แต่น่าจะเป็น 'พระธาตุเด็จ' หลายวันต่อมา ข้าพเจ้าได้ไปทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชา และได้พบก้อนหินลักษณะกลมขนาดเท่าหัวแม่มือ สีขาวขุ่น มีเส้นลายและจุดเล็กทั่วไป คิดว่าน่าจะเป็นลูกแก้วของเด็กชายเอก น้องชายคนเล็กของภรรยาข้าพเจ้า ที่มาจากจังหวัดสมุทรสาคร จึงได้นำออกมาจากโต๊ะหมู่บูชา ไปใส่กระป๋องรวมกับลูกแก้ว 3 วันต่อมา ท่านแม่ยายก็พาน้องชายกลับไปบ้านที่จังหวัดสมุทรสาคร ตอนขนของขึ้นรถ ข้าพเจ้ายังได้ถือกระป๋องใส่ลูกแก้วพร้อมทั้งก้อนหินนั้นไปส่งด้วย เป็นอันว่า ก้อนหินนั้นเดินทางไปไกลถึงสมุทรสาครแล้ว

ปลายเดือนมีนาคม 2546 ระยะเวลาห่างกัน 2 ปีเต็ม ได้เกิดเหตุการณ์ซ้ำสอง ในตอนดึกสงัด ได้ยินเสียงคุณแม่ คือ คุณแม่บัวเขียว สุริยวงศ์ เรียกปลุก ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นแล้วรีบปลุกทันที พอโผล่พ้นประตูห้องนอนก็ต้องตะลึงงันกับแสงสว่างงดงาม รู้สึกขนลุกทั้งตัวด้วยความปีติ ดวงแสงนั้นค่อยๆ ลอยๆไปทางโต๊ะหมู่บูชาแล้วแสงลดขนาดลงแล้วดับไป อีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ข้าพเจ้าได้ไปทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชาก็ไปพบก้อนหินกลมๆ ก้อนเดิมอีก พิจารณาดูเท่าไหร่ก็เหมือนก้อนเดิม แต่ก็แปลกใจว่าได้ส่งไปสมุทรสาครตั้ง 2 ปีแล้ว ทำไมมาอยู่ที่นี่อีก และหรือชะรอยว่าก้อนหินนี้จะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีแสงสว่างในคืนก่อน จึงได้นำใส่ไว้ในเบ้าเชิงเทียน บนโต๊ะหมู่บูชา

หลายวันต่อมา ขณะที่ภรรยาของข้าพเจ้าได้ไปทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชาแล้วทำหน้าตื่นลงมาหา แล้วถามข้าพเจ้าว่า 'คุณเห็นอะไรแปลกๆที่โต๊ะหมู่บูชาไหม?' ข้าพเจ้าเข้าใจทันทีว่าหมายถึงอะไร จึงตอบว่า 'เห็น' ภรรยาถามอีกว่า 'ใช่ไหม?' ข้าพเจ้าตอบว่า 'สงสัย' การที่ภรรยาถามว่าใช่ไหมนั้น หมายถึงพระธาตุเสด็จนั่นเอง ทั้งสองเราได้ทบทวนเหตุการณ์ ครั้งที่สองที่เกิดขึ้นในบ้านและเวลาพบเห็นก้อนหินนั้นก็เป็นเวลาหลังจากเหตุเกิดไม่กี่วันเช่นเดียวกัน เพื่อคลายความสงสัย จึงตกลงกันว่าต้องนำไปถามท่านครูบาชัยวงศาพัฒนา เทพเจ้าของชาวเขา เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน จะดีที่สุด เรารอจนลุถึงวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 (แปดเหนือ)

วัดพระธาตุดอยกวางคำ มีงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุ ข้าพเจ้าและภรรยา พร้อมด้วยพระอธิการอมร เตชะปัญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดจริญญาวนารามได้พร้อมใจกันำพระอรหันตธาตุ 8 องค์ และลูกแก้วประหลาดนี้ รวมเป็น 9 องค์ ไปกราบนมัสการเรียนถามท่านครูบาชัยยะวงศ์ษา ครูบาเจ้าท่านรับไปพิจารณาแล้วหลับตาครู่หนึ่ง ท่านจึงบอกว่า ทั้งหมดนี้มิใช่ก้อนหินแต่เป็นพระธาตุทั้งสิ้น ยกเว้นองค์สุดท้ายท่านแกล้งทำเป็นนิ่งหันไปอมเมี่ยงสูบบุหรี่จนข้าพเจ้าต้องทวงถามว่า แล้วองค์สุดท้ายกลมๆ นี่ละครับเป็นพระธาตุของใคร ท่านหันกลับมามองหน้าข้าพเจ้าแล้วอมยิ้มนิดๆ (แต่ที่อยากรู้จริงๆก็คือองค์สุดท้ายว่าคืออะไรกันแน่) ครูบาเจ้าได้บอกว่า นี่คือพระธาตุของพระพุทธเจ้า แต่เป็นพระพุทธเจ้าองค์ก่อนโน้นไม่ใช่องค์นี้ เรียนถามท่านอีกว่า ชื่อว่าพระธาตุอะไรครับ ท่านว่า 'พระธาตุแสงแก้ว' 'แล้วมาอยู่ที่บ้านผมได้อย่างไร' ท่านตอบว่า 'พระธาตุนี้ศักดิ์สิทธิ์มากท่านจะลอยไปในอากาศ มีแสงสว่างขาวนวลสวยงาม อย่างที่คนทั้งหลายเห็นกันว่าพระธาตุเสด็จให้บูชารักษาไว้ให้ดี วันนั้นเราทั้งสามดีใจมากที่หายข้องใจและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาอยู่ด้วย

จากนั้นมาอีก 2 ปี ในวันที่ 23 เมษายน 2538 เป็นวันคล้ายวันเกิดของครูบาท่าน พวกเราทั้งสามคนได้นำพระธาตุไปวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม และเรียนถามท่านเพิ่มเติมว่า 'จะให้กระผมทำอย่างไร?' ท่านตอบว่าให้บูชารักษาให้ดี และให้สร้างพระเจดีย์ไว้ประดิษฐานในวัด ถามท่านว่า 'กระผมเป็นครูบ้านนอกยากจนเช่นนี้จะมีปัญญาไหนมาสร้างพระเจดีย์ได้' ท่านตอบว่า 'ท่านมาหาเราก็เพราะว่าเราสร้างได้ แต่ตอนนี้ไม่ต้องทุกข์ใจให้บูชาไว้ร่มเย็นดี อีกหน่อยจะมีผู้มีบุญที่เคยเป็นเจ้าของเก่าเขาจะพากันร่วมสร้างเอง' ท่านบอกด้วยเมตตายิ่ง และต่อมาครูบาเจ้าได้เดินทางชี้จุดที่จะสร้างพระเจดีย์ให้ที่อารามจริญญาวนารามด้วยองค์ท่านเอง

จากวันนั้นจวบจนเดือนเมษายน 2548 ได้มีพระสมุห์สง่า สนตจิตโต ลูกศิษย์ของท่าน ครูบาเจ้าได้เดินทางมาหาข้าพเจ้าที่บ้านและได้ขอดูพระธาตุ อีก 1 เดือนต่อมา วันที่ 15 พฤษภาคม 2548 พระสมุหสง่า สนตจิตโต ได้นำแบบพระธาตุที่ได้ออกแบบเองและมาเป็นประธานฝ่ายส่งฆ์เริ่มดำเนินการก่อสร้างและข้าพเจ้าเป็นฝ่ายฆราวาสควบคุมดูแลการสร้าง โดยมีทุนเริ่มต้นเพียง 1 หมื่นบาทเท่านั้น จากนั้นท่านได้ชักนำท่านสัตวแพทย์ สุรจิต ทองสอดแสง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคโนโลยีกรมปศุสัตว์เป็นประธานฝ่ายอุปถัมภ์การก่อสร้าง

(สำหรับองค์พระธาตุนั้น ท่านผู้รู้หลายท่านได้พิสูจน์ทดสอบเล็งญาณเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นพระธาตุของพระพุทธกัสสป พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 นั่นเอง)

อาจารย์จรูญ อาจารย์พาณี สุริยวงศ์

12 กรกฎาคม 2551

นอกจากองค์พระธาตุที่ได้ฉลองไปแล้ว ยังมีการพัฒนาอื่นๆเกี่ยวกับเป็นวัดที่ครบถ้วน ยังมีโอกาสที่ท่านสาธุชนจะร่วมบุญกุศล ผ่านไปที่ท่านพ่อครูจรูญ ที่ดูแลการก่อสร้างมาตั้งแต่ต้น และประกาศให้พระ เทพ พรหม เทวดา ทั้งหมด ที่พระธาตุแสงแก้วได้ร่วมโมทนากับการทำกุศลของเรา ให้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เช่นหลวงปู่ดู่ บอกไว้ว่า เองนึกถึงข้าครั้งหนึ่ง ข้าคิดถึงเองไปกลับ 7 เที่ยวเป็นต้น หลวงปู่ไม่ได้นึกถึงเราเปล่าๆร่วมโมทนาบุญและช่วยส่งเสริมเราให้ทำสิ่งเป็นประโยชน์ได้คล่องตัวและรวดเร็วเพิ่มขึ้น เมื่อเราขอและแจ้งวัตถุประสงค์ กับท่านผู้เจริญทุกท่าน หลายๆท่านอาจรู้จักคุ้นเคยกับเราในชาตินี้มาก่อน จะได้เกื้อกูลช่วยเหลือกันต่อๆไป พ่อครูใช้ บ/ช ธนาคารกรุงไทยสาขาลำพูน: 511-1-53974-3 โทร 053-975189 กรุณาเรียนท่านว่ารู้มาจากเว็บนี้ ขอมีส่วนร่วมสร้างพระธาตุแสงแก้วด้วย

ท่านสาธุชนได้มาไหว้พระธาตุกันแล้ว ได้รับโอกาสใหม่ๆเพิ่มขึ้น ในด้านจิตใจ ส่วนในทางกายใจที่ยังต้องทำงานเพื่อยังชีวิตต่อไป พร้อมๆกับมาช่วยชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เนื่องด้วยประเทศไทยสูญเสียเงินรายได้ค่าใช้โทรศัพท์มือถือให้แก่ต่างชาติปีละประมาณ 500,000 ล้านบาท โลกยุค Transformation ทุกคนที่ใช้มือถืออยู่แล้วสามารถเข้ามารวมพลังสามัคคีช่วยชาติประหยัดเงินมหาศาลดังกล่าว โดยเข้ามาร่วมใช้อุปกรณ์ ที่ SSN โดยท่านประธานบริษัท ท่านพลเอก พิเษฐ์ วิสัยจร ได้ลงทุนติดตั้งระบบการตลาดอีเล็คโทรนิส์ เอาไว้ให้ทุกๆใช้พร้อมแล้ว ลงรายละเอียดได้ที่ ลิงค์นี้ ครับ

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Tidal wave across SE_Asia

Tidal wave across SE_Asia

http://www.ainews1.com/article826.html

Tidal Wave ระหว่างโลกย้ายขั้วสูง 675-700 ฟุต

All of Indonesia will be affected during the pole shift, as the Pacific Ocean will compress, pressing the waters down through Indonesia toward the Indian Ocean, scouring the land. This will be a pole shift tide under pressure. Those who scramble to their highlands will be joined by those in western Australia who manage to survive the sinking of the western 2/3 of that country, as well as those in India who manage to survive the sudden sinking of that entire country.

Where the 7 of 10 sinking will flood the tip of Vietnam south of Ho Chi Minh City, and a strip of land just to the north of Phnom Penh in Cambodia, and the area around Bangkok in Thailand, the loss of sea level elevation after the pole shift is much more severe. Phnom Penh will be reduced to a small island, the highlands of Vietnam and Laos to a narrow peninsula, and Thailand north of the peninsula reduced to half its land mass. http://www.zetatalk.com/info/tinfx376.htm

เป็นที่สังเกตได้ว่าความสูงของคลื่นระหว่างที่โลกย้ายขั้วจะสูง 675-700 ฟุต

บทบาทของแผ่น อินโด-ออสเตรเลีย (สีเขียวในภาพ) มีประเทศอินเดียตั้งอยู่ตอนเหนือของแผ่น ส่วนทางใต้มีประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ตั้งอยู่ ก่อนโลกย้ายขั้วแผ่นนี้ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นช่วยปลดเบรคบางส่วนช่วยให้แผ่นนี้ขยับเข้าไปกดทับประเทศอินโดนีเซียจมลงเต็มพิกัด 80 ฟุต ทันที โดยคุณ Zeta ใช้คำว่า Suddenly ยังผลให้ริมขอบทางด้านตะวันตกของแผ่น อินโด-ออสเตรเลียเอียง น้ำท่วมชายทะเลด้านทิศตะวันตกของ ประเทศอินเดีย 10 ฟุต

ส่วนต่อมาระหว่างโลกย้ายขั้ว แผ่นดินไหว 9/10 ริกเตอร์ ช่วยปลดเบรคให้แผ่นนี้เป็นระยะๆ ส่งผลให้ปลายแผ่นทางทิศเหนือมุดเข้าไปข้างใต้แผ่น ฮิมมาลาย่า พื้นที่ประเทศอินเดีย 3 ล้านตารางกิโลเมตรและพื้นที่ของแผ่นอินโด-ออสเตรเลียทางด้านเหนือเอียงจมลงไปรวมกันประมาณ 16 ล้านตารางกิโลเมตร ปลายแผ่นอินโด-ออสเตรเลียทางทิศเหนือจมลงไปลึกหลายร้อยเมตร

นอกจากปรากฏแผ่นดินไหวขนาดใหญ่แล้ว พื้นที่ว่างที่แผ่นนี้และอินเดียจมลงนั้น ก่อให้เกิดการเคลื่อนตัวของน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย เคลื่อนเข้ามาเติมที่ว่างที่เกิดขึ้น ผสมกับ Tidal Wave ที่เกิดจากโลกย้ายขั้ว รวมพลังกันทำ Tidal Bore ส่งให้คลื่นส่วนหน้าเดือดเป็นฟองยกตัวขึ้นอีกหลายพันฟุตข้ามแนวเขาและสิ่งกีดขวางต่างๆ รวมทั้งพัดพาสิ่งกีดขวางไปกับผืนน้ำลึกและกว้างประมาณ 3,000 กิโลเมตร สายน้ำไหลเชี่ยวกรากมุ่งตรงสู่ประเทศอินเดีย ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง เหลือทิ้งไว้แต่ผืนดินว่างเปล่า ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

จากรูปข้างบนนี้ลักษณะที่ตั้งของแหลมอินโดจีน ยาวลงมาจนสุดเขตประเทศอินโดนีเซียต่อกับออสเตรเลีย จะขวางกั้นทางเดินของคลื่นยักษ์จากมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เคลื่อนตัวมายังพื้นที่ว่างเหนือประเทศอินเดีย ลักษณะริมทวีปแปซิฟิกตั้งแต่เมืองหังซู่ เหนือฮ่องกงไม่มากมาถึงอ่าวตังเกี๋ยมีลักษณะสอบแคบลง และลักษณะของทวีปออสเตรเลียต่อเนื่องกับประเทศอินโดนีเซียขึ้นมาถึงอ่าวไทย จะบังคับกระแสคลื่นยักษ์จากมหาสมุทรแปซิฟิกให้มารวมตัวกันที่ประเทศอินเดีย และปะทะกับท้องทะเลที่ตื้นขึ้นโดยลำดับดุจลูกศรที่แหลมคมอันทรงพลังยิ่ง ต่อการทะลุทะลวงให้ปริมาณน้ำมหาศาลไปถึงเป้าหมายที่อินเดียยอย่างรวดเร็ว

เมื่อคลืนยักษ์เดินทางข้ามประเทศฟิลิบปินส์ ก็จะมาปะทะแนวสันเขาของประทศเวียตนาม ข้ามมาประเทศลาวแล้วตรงเข้ามทางภาคอิสานของประเทศไทย มุ่งหน้าผ่านภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างด้วยระดับน้ำ 675-700 ฟุต ตามภาพสีแดงของแผนที่รูปแรกนั้น

การเคลื่อนตัวของคลื่นยักษ์ที่ผสมผสานกับ Tidal Wave ระหว่างโลกย้ายขั้วไป 90 องศา ผสมกับพลังงานของคลื่นที่ตามมาข้างหลังทำ Tidal Bore ได้สูงหลายพันฟุตนั้น จะสร้างความหายนะและโศกนาศกรรมให้แก่โซนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศที่ตั้งขวางทางน้ำจากมหาสมุทรแปซิฟิก เกิดข่าวช๊อคโลกรอบที่สอง ต่อเนื่องจากรอบแรกที่ ประเทศอินโดนีเซียจมน้ำไปพร้อมกับพื้นที่ปลายแหลม Sunda Plate ประมาณ 13 ล้านตารางกิโลเมตร มีผู้เสียชีวิตนับร้อยล้านคน

ส่วนความหายนะรอบที่สองอันเนื่องจากประเทศอินเดีย เนปาล ภูฏาน บังคลาเทศ ออสเตรเลีย 2ใน3 ทางฝั่งตะวันตกจมลงทันทีเพียงชั่วพริบตานั้น อีกหนึ่งชั่วโมงตามมา ท่านผู้อ่านและศึกษาวิจัยข้อมูลต่างๆตามมานั้น คงจะพอประเมินความเสียหายใหญ่หลวงของมนุษยชาติในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คราวนี้ได้ด้วยตัวของท่านเอง หรือตระหนักถึงเหตุและผลที่จะปรากฏอย่างปัจจุบันทันด่วนแล้ว หากต้องการพาชีวิตให้รอดอยู่ต่อไปท่านก็ต้องเตรียมแผนเคลื่อนย้ายไปสู่ที่ปลอดภัยให้ทันกับวาระที่ความเปลี่ยนแปลงของโลกจะปรากฏขึ้น เป็นจังหวะๆไป หากเราใส่ใจที่จะศึกษาติดตาม

เชิญทุกท่านร่วมช่วยกัน....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพของตนเอง ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html Bookmark and Share

Tidal wave acrooss SE_Asia

http://www.ainews1.com/article826.html

Tidal Wave ระหว่างโลกย้ายขั้วสูง 675-700 ฟุต

All of Indonesia will be affected during the pole shift, as the Pacific Ocean will compress, pressing the waters down through Indonesia toward the Indian Ocean, scouring the land. This will be a pole shift tide under pressure. Those who scramble to their highlands will be joined by those in western Australia who manage to survive the sinking of the western 2/3 of that country, as well as those in India who manage to survive the sudden sinking of that entire country.

Where the 7 of 10 sinking will flood the tip of Vietnam south of Ho Chi Minh City, and a strip of land just to the north of Phnom Penh in Cambodia, and the area around Bangkok in Thailand, the loss of sea level elevation after the pole shift is much more severe. Phnom Penh will be reduced to a small island, the highlands of Vietnam and Laos to a narrow peninsula, and Thailand north of the peninsula reduced to half its land mass. http://www.zetatalk.com/info/tinfx376.htm

เป็นที่สังเกตได้ว่าความสูงของคลื่นระหว่างที่โลกย้ายขั้วจะสูง 675-700 ฟุต

บทบาทของแผ่น อินโด-ออสเตรเลีย (สีเขียวในภาพ) มีประเทศอินเดียตั้งอยู่ตอนเหนือของแผ่น ส่วนทางใต้มีประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ตั้งอยู่ ก่อนโลกย้ายขั้วแผ่นนี้ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นช่วยปลดเบรคบางส่วนช่วยให้แผ่นนี้ขยับเข้าไปกดทับประเทศอินโดนีเซียจมลงเต็มพิกัด 80 ฟุต ทันที โดยคุณ Zeta ใช้คำว่า Suddenly ยังผลให้ริมขอบทางด้านตะวันตกของแผ่น อินโด-ออสเตรเลียเอียง น้ำท่วมชายทะเลด้านทิศตะวันตกของ ประเทศอินเดีย 10 ฟุต

ส่วนต่อมาระหว่างโลกย้ายขั้ว แผ่นดินไหว 9/10 ริกเตอร์ ช่วยปลดเบรคให้แผ่นนี้เป็นระยะๆ ส่งผลให้ปลายแผ่นทางทิศเหนือมุดเข้าไปข้างใต้แผ่น ฮิมมาลาย่า พื้นที่ประเทศอินเดีย 3 ล้านตารางกิโลเมตรและพื้นที่ของแผ่นอินโด-ออสเตรเลียทางด้านเหนือเอียงจมลงไปรวมกันประมาณ 16 ล้านตารางกิโลเมตร ปลายแผ่นอินโด-ออสเตรเลียทางทิศเหนือจมลงไปลึกหลายร้อยเมตร

นอกจากปรากฏแผ่นดินไหวขนาดใหญ่แล้ว พื้นที่ว่างที่แผ่นนี้และอินเดียจมลงนั้น ก่อให้เกิดการเคลื่อนตัวของน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย เคลื่อนเข้ามาเติมที่ว่างที่เกิดขึ้น ผสมกับ Tidal Wave ที่เกิดจากโลกย้ายขั้ว รวมพลังกันทำ Tidal Bore ส่งให้คลื่นส่วนหน้าเดือดเป็นฟองยกตัวขึ้นอีกหลายพันฟุตข้ามแนวเขาและสิ่งกีดขวางต่างๆ รวมทั้งพัดพาสิ่งกีดขวางไปกับผืนน้ำลึกและกว้างประมาณ 3,000 กิโลเมตร สายน้ำไหลเชี่ยวกรากมุ่งตรงสู่ประเทศอินเดีย ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง เหลือทิ้งไว้แต่ผืนดินว่างเปล่า ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

จากรูปข้างบนนี้ลักษณะที่ตั้งของแหลมอินโดจีน ยาวลงมาจนสุดเขตประเทศอินโดนีเซียต่อกับออสเตรเลีย จะขวางกั้นทางเดินของคลื่นยักษ์จากมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เคลื่อนตัวมายังพื้นที่ว่างเหนือประเทศอินเดีย ลักษณะริมทวีปแปซิฟิกตั้งแต่เมืองหังซู่ เหนือฮ่องกงไม่มากมาถึงอ่าวตังเกี๋ยมีลักษณะสอบแคบลง และลักษณะของทวีปออสเตรเลียต่อเนื่องกับประเทศอินโดนีเซียขึ้นมาถึงอ่าวไทย จะบังคับกระแสคลื่นยักษ์จากมหาสมุทรแปซิฟิกให้มารวมตัวกันที่ประเทศอินเดีย และปะทะกับท้องทะเลที่ตื้นขึ้นโดยลำดับดุจลูกศรที่แหลมคมอันทรงพลังยิ่ง ต่อการทะลุทะลวงให้ปริมาณน้ำมหาศาลไปถึงเป้าหมายที่อินเดียยอย่างรวดเร็ว

เมื่อคลืนยักษ์เดินทางข้ามประเทศฟิลิบปินส์ ก็จะมาปะทะแนวสันเขาของประทศเวียตนาม ข้ามมาประเทศลาวแล้วตรงเข้ามทางภาคอิสานของประเทศไทย มุ่งหน้าผ่านภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างด้วยระดับน้ำ 675-700 ฟุต ตามภาพสีแดงของแผนที่รูปแรกนั้น

การเคลื่อนตัวของคลื่นยักษ์ที่ผสมผสานกับ Tidal Wave ระหว่างโลกย้ายขั้วไป 90 องศา ผสมกับพลังงานของคลื่นที่ตามมาข้างหลังทำ Tidal Bore ได้สูงหลายพันฟุตนั้น จะสร้างความหายนะและโศกนาศกรรมให้แก่โซนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศที่ตั้งขวางทางน้ำจากมหาสมุทรแปซิฟิก เกิดข่าวช๊อคโลกรอบที่สอง ต่อเนื่องจากรอบแรกที่ ประเทศอินโดนีเซียจมน้ำไปพร้อมกับพื้นที่ปลายแหลม Sunda Plate ประมาณ 13 ล้านตารางกิโลเมตร มีผู้เสียชีวิตนับร้อยล้านคน

ส่วนความหายนะรอบที่สองอันเนื่องจากประเทศอินเดีย เนปาล ภูฏาน บังคลาเทศ ออสเตรเลีย 2ใน3 ทางฝั่งตะวันตกจมลงทันทีเพียงชั่วพริบตานั้น อีกหนึ่งชั่วโมงตามมา ท่านผู้อ่านและศึกษาวิจัยข้อมูลต่างๆตามมานั้น คงจะพอประเมินความเสียหายใหญ่หลวงของมนุษยชาติในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คราวนี้ได้ด้วยตัวของท่านเอง หรือตระหนักถึงเหตุและผลที่จะปรากฏอย่างปัจจุบันทันด่วนแล้ว หากต้องการพาชีวิตให้รอดอยู่ต่อไปท่านก็ต้องเตรียมแผนเคลื่อนย้ายไปสู่ที่ปลอดภัยให้ทันกับวาระที่ความเปลี่ยนแปลงของโลกจะปรากฏขึ้น เป็นจังหวะๆไป หากเราใส่ใจที่จะศึกษาติดตาม

เชิญทุกท่านร่วมช่วยกัน....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพของตนเอง ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html Bookmark and Share

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บันทึกสุดท้ายของหลวงลุงคุณวิกรม

บันทึกสุดท้ายของหลวงลุง
บันทึกของหลวงลุงคนเชียงใหม่ถึงหลานๆ เรื่องภัยพิบัติ
เรียนสมาชิกทุกท่านครับ
หลังจากไตร่ตรองอยู่หลายวัน ผมตัดสินใจนำบันทึกทั้งหมดของหลวงลุงออกมานำเสนอก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติมากเกินไปกว่าที่จะคาดเดาได้ของมนุษย์ชาติ ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยที่ผมมีส่วนได้เห็นคำบันทึกอันเนื่องมากจากญานทัศนะของหลวงลุง โดยหากผมไม่ได้นำมาเสนอให้มีการเตรียมการกัน จะเป็นบาปติดอยู่ในใจผม ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบในบันทึกที่หลวงลุงได้เขียนไว้ แม้นว่าตัวผมเองจะได้วางอุเบกขา แต่ว่าถ้าไม่ได้เผยแพร่ออกไปจากผม สิ่งนี้ถือว่าผมขาดเมตตา จะเชื่อหรือไม่เป็นเรื่องของบุญกรรมของท่าน ในส่วนตัวผมเองถือว่าได้เผยแพร่สิ่งที่ติดค้างในใจของผมแล้ว ผมขอแบ่งบันทึกออกเป็น 4 ตอนนะครับ....ส่งข่าวโดยหลานวิกรม

1. เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันฟ้าดับ
2. เรื่องราวที่จะเกิดตามมาหลังวันฟ้าดับ 3 วัน
3. เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหลัง จากวันฟ้าดับ
4. ชาวไทยจะเผชิญกับสิ่งใดบ้าง

1.เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันฟ้าดับ
วิกรมหลานลุง หลังจากลุงได้แจ่มชัดในญาณทัศนะในสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้ว ทำให้จิตใจของลุงเองเศร้าหมอง จนไม่อาจข่มจิตให้เป็นอุเบกขา ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของตัวเอง การเข้าไปก้าวล่วงในกรรมของผู้อื่นนั้น ผู้ที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องเป็นผู้แบกรับกรรมนั้นๆไว้ ลุงจึงขอแจ้งสิ่งต่างๆที่ได้เห็นมาเล่าสู่กัน โดยถือว่าลุงได้ทำหน้ารายงานข่าวเท่านั้น ใครได้พบแล้วจะเชื่อไม่เชื่อนั้นเป็นเรื่องของผู้อ่านจะใช้ดุลวินิจเอง หลังจากเขียนบันทึกนี้แล้วลุงตัดสินใจที่จะออกบวช เรื่องราวที่ได้มีการเตรียมการกันไว้นั้น ฝากให้หลานดูแล ประสานกับคุณลุงประสิทธิ์ และกลุ่มบ้านพุทธบุตร เพื่อช่วยเหลือกันตามกำลังบุญต่อไป
เรื่องราวที่ลุงบันทึกทิ้งไว้ให้หลานนี้ ทั้งหมดเพื่อไม่ให้หลานและคณะเกิดความประมาท ในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ทั้งในด้านการเตรียมการภายนอกและการเตรียมการภายใน เน้นย้ำเรื่องการฝึกตายก่อนตาย เพื่อให้จิตคุ้นเคยกับอาสัญกรรมในทางสว่าง ให้กับน้องๆ และหลานๆทุกคนด้วยเพราะกุญแจดอกแรกที่จะเปิดเข้าไปในโลกแห่งวิญญานนั้น
กรรมที่แรงสุดคืออาสัญกรรม เพราะถ้าจิตผูกยึดกับสิ่งใดในขณะที่ขาดห้วงลมหายใจสุดท้ายนั้น ถ้าหากมีเพียงแค่เสี้ยวอึดใจ อาจจะถลำลงสู่อบายภูมิถ้าจิตเป็นอกุศล หมั่นทำทานในสิ่งที่ยากๆ เพื่อไม่ให้ตนติดยึดกับคนสัตว์สิ่งของใดๆ อันจะเป็นแรงเหนี่ยวรั้งเรา ไปสู่การเกิดที่ไม่เป็นกุศล หมั่นเจริญมรณานุสสติ เรื่องราวที่ลุงได้บันทึกไว้ให้หลานนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดจากญาณทัศนของลุง เพื่อให้หลานจะได้เตรียมตัว เตรียมใจ วันเวลาอาจจะมีการคลาดเคลื่อนบ้าง ตามเหตุและปัจจัย แต่เรื่องราวที่จะเกิดขึ้น สิ่งเตือนของวันเกิดภัยพิบัตินั้น ไม่เปลี่ยนแปลง
เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นนั้น ลุงขอเรียกว่าวันฟ้าดับก็แล้วกัน เพราะในยามนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกด้านมืดสนิท (ซีกโลกที่ประเทศไทยตั้งอยู่จะมืด 6 วันก่อนโลกจะย้ายขั้ว ส่วนพื้นที่โซนมหาสมุทรแอตแลนติกจะสว่างตลอดเวลา เป็นพื้นที่ดาวหางดวงใหญ่กว่าโลก 4 เท่า Planet X มีมวลมากกว่าโลก 23 เท่า ดูดตรึงกับรอยแยกกลางมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ที่มีสนามแม่เหล็กเข้ม ทำให้โลกค่อยๆหมุนรอบตนเองช้าลงจนหยุดหมุน 6 วัน) แม้แต่ในยามที่เราหลับตายังมีความสว่างมากกว่าเสียอีก ลุงบันทึกหลังจากอธิษฐานไปยังวันก่อนหน้า ที่จะเกิดภัยพิบัติแก่บ้านเรา 3 วันเจ็ดวัน ก่อนหน้านั้นลุงเห็นคนที่มีจิตเป็นอกุศลกรรม ได้มีการฉลอง จุดพลุ ร้องเพลงปีใหม่และนับถอยหลังในวันสิ้นปี (ลุงจึงคาดว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นหลังงานฉลองสิ้นปีใหม่).....อ่านต่อที่ http://www.ainews1.com/article823.html