วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
คอมพิวเตอร์โมเดลเทสท์กับโลกย้ายแกน
Earth computure Model Test
Computer Models predict Magnetic pole reversal in Earth and Sun can bring end to human civilization in 2012 – evidence of extra-terrestrial help in our survival.....
นั่นเป็นข่าวพาดหัวของสื่อต่างชาติ...แล้วในเนื้อหามีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจ บ้าง นักวิจัยเอกชนที่ เมืองไฮดาราบัด ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทางด้านภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ ค้นหาข้อมูลของโลกและดวงอาทิตย์เกี่ยวกับโลกพลิกขั้ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้เพ่งเล็งไปในอดีต ที่ไดโนเสาร์ต่างพากันสูญพันธุ์ไปจากโลกอย่าง กระทันหันนั้นอาจเกิดจากภาวะโลกพลิกขั้ว
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ รัสเซีย เพิ่งขุดค้นหาซากสัตว์โบราณที่ตัวใหญ่คล้ายๆช้าง เมื่อนำมาผ่าพิสูจน์พบว่าหญ้าที่สัตว์เพิ่งกินเข้าไปยังไม่ได้ย่อยเลย และซากสัตว์ถูกชั้นน้ำแข็งหนามากทับถมอยู่ จึงพอมองเห็นว่าสาเหตุการตายของสัตว์ตัวใหญ่ในอดีตต้องตายอย่างปัจจุบันทัน ด่วน จากลมหนาวที่พัดหิมะมาทับถมในทันทีทันใด หนาเป็นหลายๆสิบฟุต ทำให้อุณหภูมิปกติ 20 กว่าองศา กลายเป็นติดลบ 50 กว่าองศาโดยฉับพลัน ผลการพิสูจน์คาร์บอน-14 พบว่ามีอายุหมื่นกว่าปี หรืออาจจะเกิดขึ้นเมื่อ 13,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงนั้นโลกและสุริยะจักรวาลยังสังกัดอยู่กับกาแลกซี่ ไตรแองกุลัม แล้วสลับเปลี่ยนมาสังกัดกับกาแลกซี่ทางช้างเผือก พร้อมๆกับการเกิดโลกพลิกขั้ว
โลกทั้งใบก็ไม่ได้หนักหนา อะไร ก็มันลอยอยู่ในอวกาศได้นั่นเองเป็นตัวพิสูจน์ ไม่ต้องไปชั่งน้ำหนักอะไรก็พอมองเห็นชัด ดาวทุกดวงมีพลังเส้นแรงแม่เหล็กซับซ้อนร้อยรัดร่วมกันอยู่ และหมุนรอบตนเองและดาวดวงแม่เช่นโลกกับพระอาทิตย์ต้องอยู่คู่กัน โลกรับพลังเส้นแรงแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์และจากกาแลกซี่อื่นๆด้วยพร้อมๆกัน
ปกติดาว ทุกดวงก็จะมีแกนพลังแม่เหล็กจาก ด้านบน ลงสู่ด้านล่างเช่นเดียวกับผลแอปเปิ้ล หรือผลทุเรียนนั่นเอง ผลไม้เหล่านี้เป็นผลิตผลของโลกและจักรวาล โครงสร้างจึงเลียนแบบธรรมชาติที่เกี่ยวข้อง ในร่างกายคนก็มีแกนและจุดรับพลังงานในตำแหน่งต่างๆเช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบันมนุษย์แทบไม่ได้ใช้ดวงตาที่ 3 คงต้องรอไปสู่ยุคใหม่ที่กำลังจะย้ายไปถึง
กลับมา ที่ปรากฏการณ์ของดวงอาทิตย์ ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในปี 2012 ทีมนักวิจัยพบว่า ความเข้มสนามแม่เหล็กโลกค่อยๆลดลงจนอาจเหลือ 0 เก๊าซ์ในที่สุด และปัจจุบันโลกก็เหลือความเข้มในแกนพลังงานเกือบถึง 0 (ศูนย์) แล้ว และผู้มีญาณทัสสนะยังพบอีกว่า แกนพลังสนามแม่เหล็กของโลกพิการมาหลายปีแล้ว เนื่องมาจากมลภาวะของชั้นบรรยากาศของโลกที่มาจากมนุษย์และอุตสาหกรรม ผลิตกาซคาร์บอนไดออกไซด์มากมาย และสาร CFC ทำให้โลกร้อนขึ้นจากภาวะเรือนกระจก โดยเฉพาะที่แถบขั้วโลกจะร้อนเพิ่มขึ้นกว่าแถบเส้นศูนย์สูตร 4-5 เท่าตัว
เมื่อโลกร้อนขึ้นอย่างรวด เร็ว เมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เผยช่องให้กาซมีเทนพุ่งขึ้นมาจำนวนมหาศาล มีพิษรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 20 เท่า เจ้าสารตัวนี้ยิ่งช่วยเร่งภาวะเรือนกระจกถูกที่เลย ในถิ่นสะสมแผ่นน้ำแข็งนั่นเอง ระดับน้ำทะเลก็เลยเพิ่มขึ้นเร็ว กำลังแข่งกันกับเหตุการณ์ที่โลกจะพลิกขั้ว ว่ามาก่อนระดับน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกมากขึ้นจนถ่วงให้โลกจำเป็นต้องย้ายแกน หรือเกิดจากสาเหตุอื่น ทั้งนี้เพื่อให้การหมุนรอบตัวเองราบรื่นนั่นเอง โลกมันไม่เกี่ยงว่าแกนจะย้ายไปอยู่ตรงไหน
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ เอาไปต่อเชื่อม กับการพลิกขั้วของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในรอบที่ 11 ในปลายปี 2012 หรือ ต้นปี 2013 นี้ ซึ่งยังเป็นที่กังขาอยู่ว่าพายุสุริยะที่ดวงอาทิตย์ส่งมาสู่โลกในโอกาสนั้น จะรุนแรงพอให้โลกทั้งใบต้องพลิกขั้วได้หรือไม่ เท่าที่เคยเกิดขึ้นก็เพียงสร้างความเสียหายแก่ดาวเทียมสื่อสาร เกิดฟ้าผ่ากลางวัน ไฟไหม้เป็นบริเวณกว้างที่สหรัฐฯ สร้างความเสียหายให้แก่ดาวเทียมสื่อสารที่มีใช้อยู่รอบโลก ไม่มีความเข้มข้นเพียงพอในการหอบเอาโลกทั้งใบต้องพลิกขั้ว
ซึ่งต่อมาทางองค์การนาซ่า ก็ได้ทดสอบและ ออกมาให้ข่าวต่อสาธารณะชนว่า ความเข้มสนามแม่เหล็กโลกไม่ถึงกับลดลงถึงศูนย์แต่เหลืออยู่น้อยเท่านั้น แต่ความจริงที่ค้นพบโดยผู้มีญาณทัสสนะพบว่า ในแกนพลังงานสนามแม่เหล็กโลกแทบไม่เหลือแล้ว พลังเส้นแรงแม่เหล็กที่ไหลลงขั้วโลกเหนือไปออกขั้วใต้ตามปกติไม่ได้ กลับแพร่กระจายไปคลุมเปลือกโลกอยู่แทน หนาเกินกว่า 2 เมตรแล้ว แล้วมันมีผลอย่างไรต่อมนุษย์บ้างเล่า
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ใน เมืองไฮดาราบัดสรุปเอาไว้ว่า หากโลกเกิดการพลิกขั้วนั้น สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ชาติ
- ระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ ทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์จะอ่อนด้อยลงอย่างผิดสังเกต
- แผ่นเปลือกโลกจะมีภูเขา ไฟเกิดขึ้น และแผ่นทวีปจะเคลื่อนตัวชนกัน หรือมุดตัวซ้อนกันทำให้เกิดแผ่นดินไหว และแผ่นดินถล่ม
- พลังสนามแม่เหล็กที่ปก ป้องโลกในอวกาศจะอ่อนตัวลง ป้องกันรังสีคอสมิคจากดวงอาทิตย์ที่เป็นอันตรายได้น้อยลง จะเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง และโรคอื่นๆตามมา
- เปิดโอกาสให้กลุ่มดาว ขนาดย่อมในจักรวาล พุ่งเข้ามาหาโลกได้ง่ายขึ้น หรือชนโลกได้
- แรงดึงดูดของโลกจะแปร เปลี่ยนไป
ซึ่งหากได้นำผล กระทบข้างต้นทั้งหมด เข้ามาวินิจโดยรวมแล้ว จะพบว่าผิวโลกจะไม่เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่อีกต่อไป อาจต้องลงไปอาศัยอยู่ใต้แผ่นดินแทน
หากปรากฏการณ์โลกพลิกขั้วเกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตใต้ผิวโลกเท่านั้นที่จะอยู่ต่อไปได้ และจะต้องใช้เวลาพัฒนาเป็นสัตว์ใหญ่อีกหลายล้านปีทีเดียว
และได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ปัจจุบันมีชาวนอกโลกกำลังปฏิบัติการช่วยเหลือมนุษย์บางพวกบางคน ให้เหลือรอดชีวิตได้ โดยต้องเคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัย เพื่อดำรงค์ไว้ซึ่งความศิวิไลซ์ที่มนุษย์ได้สร้างสมมาเอาไว้
ทีนี้ลองกลับมา วิเคราะห์รายละเอียด ประเด็นแรก เรื่องภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือลดน้อยลงนั้น มีส่วนมากทีเดียว ที่ปัจจุบันเกิดโรคใหม่ๆขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อโลกร้อนขึ้นพลังเส้นแรงแม่เหล็กที่แกนโลกลดลง เอื้อให้แบคทีเรีย และไวรัสหลายสายพันธุ์ขยายตัวเจริญเติบโตอย่างเงียบๆอีกนับร้อยๆชนิดกลับมา ใหม่
และการลดลง ของพลังความเข้มแม่เหล็กนั้น หมายถึงพลัง ปราณ ที่มนุษย์จะได้รับจากดวงอาทิตย์ในคลื่นที่เป็นประโยชน์ลดน้อยลงไปด้วย พร้อมกับพลังมโนธาตุ และธาตุว่างก็จะด้อยลงไปด้วย ทำให้จิตใจมนุษย์และสัตว์ผิดปกติ และขาดพลังสมาธิ อารมณ์เสียง่าย ความอดทนลดน้อยลง การเก็บและรับข้อมูลที่มีเหตุผลจะด้อยลงด้วย
ส่วนประเด็นแผ่นทวีป จะเคลื่อนตัวนั้น เป็นสิ่งที่เริ่มเกิดให้เห็นอยู่แล้วว่าเป็นไปได้ ก็แถวใกล้บ้านเราที่ทางทิศตะวันตกของเกาะสุมาตรานี่เอง แต่หากโลกพลิกขั้ว แผ่นทวีปทั่วโลก ทั้ง 7 แผ่นใหญ่ๆจะเคลื่อนตัวและปรับสมดุลพร้อมๆกัน ทั้งนี้เพื่อปรับหาแกนโลกใหม่ที่สมดุลนั่นเอง และกลับมาหมุนรอบตัวเองอีกวาระหนึ่ง
ในประเด็นชั้นสนาม แม่เหล็กที่ป้องกันชั้นบรรยากาศของโลกลดน้อยลงนั้น ได้เกิดขึ้นมาได้ 9 ปีแล้ว พลังสนามแม่เหล็กลงมาคลุมอยู่ที่ผิวเปลือกโลกแทน เพิ่มพลังความร้อนร่วมกับคลื่นแสงดวงอาทิตย์ แต่พลังคลื่นแม่เหล็กเจาะทะลุเข้าสู่นิวเครียสของเซลล์ในร่างกาย ทำความเสียหายให้แก่เซลล์และทำให้การแบ่งเซลล์เร็วกว่ากำหนด คนจึงเป็นโรคต่างๆหลากหลายที่การรักษาทางการแพทย์รักษาหายยาก
ส่วนโอกาสที่โลกจะถูกเฉี่ยวชนจาก วัตถุในอวกาศนั้น โลกกำลังรอต้อนรับดาวหางดวง ใหญ่ที่กำลังเดินทางมาวนรอบดวงอาทิตย์ทุกๆ 13,000 ปีอยู่แล้ว จะพบหน้ากันจังหน่อยก็ปลายเดือนธันวาคม 2012 และอย่างจังๆตอนกลางเดือน กุมภาพันธ์ 2013 ซึ่งมีโอกาสที่พลังสนามแม่เหล็กของดาวหางดวงโตเท่าๆดาวพฤหัสบดีดวงนี้ จะส่งพลังแรงเหนี่ยวนำพลังสนามแม่เหล็กโลกระหว่างโคจสวนทางกันอย่างเร็ว หอบเอาโลกทั้งใบต้องย้ายแกนได้ นัยว่าแกนโลกจะย้ายไป ประมาณ 90 องศา นำขั้วเหนือชี้ไปที่ตั้งสฟริงซ์ที่อียิปต์ และโลกและสุริยะจักวาลจะเคลื่อนย้ายองคาพยพไปสู่แรงดึงดูดของกาแลกซี่ไตรแอ งกุลัมอีก 13,000 ปี เคลื่อนเข้าสู่โลกยุคใหม่ ตรงตามเวลาสิ้นสุดรอบปฏิทินของชาวมายา นั่นเอง จะเกิดหรือไม่เกิดก็รอดูอีกไม่นานแล้ว
โลกนั้นเปลี่ยน แปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่สุดรอบรอยต่อของยุคเก่ากับยุคใหม่ จะเกิดผลกระทบที่รุนแรงอย่างไรต่อพลโลกมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นเรื่องของทุกๆชีวิตต้องติดตามตลอดเวลา เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมากในช่วงระยะนี้ สัญญาณที่เราจะสังเกตเห็นชัดคือแผ่นดินไหวทั่วโลกแรงและถี่ยิ่งขึ้น และบางแห่งก็ไหวซ้ำที่กันบ่อยๆไม่ทิ้งระยะห่างอย่างที่นักธรณีฟิสิคส์เข้าใจ ตามตำราที่ตนเองได้ร่ำเรียนมา
| ส่วนมนุษย์ในยุคใหม่ ที่ดีเอ็นเอเปลี่ยนไป หลังจากโลกย้ายแกนใหม่แล้ว และสุริยะจักรวาลพร้อมกับโลก ได้สลับจากกาแลกซี่ทางช้างเผือก เคลื่อนไปสู่แรงดึงดูดของ กา แลกซี่ไตรแองกุลัม ทางทิศตะวันออก ของยุคชาว ศิวิไลซ์ ซึ่งเน้นความดี มีศีลธรรม แทนสังคมเงินทอง ซึ่ง หลวงปู่ประเสริฐ อวยชัยให้พรให้ลูกหลานปัจจุบัน พยายามนำพาชีวิตอยู่ไปให้ถึงยุคใหม่ให้ได้... http://www.ainews1.com/modules.php?name=Web_Board&file=view&No=215 'ปี 2555 เมืองไทยจะเกิดวิกฤติ จนถึงขั้นอาจตกต่ำลงไป' ซึ่งพ่อเจ้าราชครูโพนสะเม็กกล่าวเตือนลูกหลานเอาไว้ http://ainews1.com/article311.html |
|
สำหรับท่านที่ไม่ ประมาทเข้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานแล้วนั้น...ด้วยสัญชาติญาณของ สัตว์โลกย่อมหาหนทางนำชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง หากท่านที่อยู่ในกลุ่มนี้ ก็ลองหาความรู้ต่อไปอีกให้ทะลุเป้าหมาย ว่าแล้วเราจะจัดการเตรียมการณ์ล่วงหน้าให้แก่ตัวเราและครอบครัวได้อย่างไร บ้าง จะมีเครื่องทุ่นแรงในปัจจุบันอย่างใดบ้างที่จะช่วยเหลือเราให้คล่องตัวอย่าง ทันเวลา ลองแวะที่ลิงค์นี้... http://www.ainews1.com/article36.html |
back up data: http://www.indiadaily.com/editorial/1753.asp
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม,ลดต้นทุนให้เกษตรกร,ใช้เงินทำงาน,บริษัทมหาชน กฏหมายใยแมงมุม
http://www.oknation.net/blog/lifepreparation/2010/07/16/entry-1
วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
'ท้าวมหาชมพู' ผู้เรืองอิทธิฤทธิ์mar: ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
พระสูตรเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสเทศนาที่ วัดเวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ กล่าวถึงกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนาม ชมพูบดี เสวยราชย์ในเมืองปัญจาลราษฐ์ เมื่อพระเจ้าชมพูบดีปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา ได้เกิดเสาทองสูง ๑๘ ศอก ในพระนคร (แสดง บุญบารมีของผู้มาเกิด ซึ่งเคยเป็นพญานาคผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ ในเมืองบาดาล เป็นใหญ่ในสกลทวีปและนาคพิภพ มีวิชาใช้ลูกศรเป็นราชทูตไปหาท้าวพระยาทั้งปวง ในชมพูทวีปให้มาเฝ้าพระองค์ได้ ชนิดรบแบบไม่ต้องรบ)
เมื่อ พระเจ้าชมพูบดีประสูติ ขุมทองในแผ่นดินก็ผุดขึ้นมา ขุมทองอันอยู่ปลายไม้ ก็ตกลงมาสู่พื้นแผ่นดิน ขุมทองในน้ำก็ผุดขึ้นมาจากน้ำไปสู่ท่าเมือง และฉลองพระบาทอันแล้วด้วยแก้วมณีโชติ ก็ลอยมาจากภูเขาวิบูลยบรรพตเข้ามาสวม พระบาทพระเจ้าชมพูบดีในขณะเมื่อประสูติจากครรภ์พระมารดา (แก้วมณีโชติ ของพญานาคมีอิทธิฤทธิ์หลายประการ ตามความปรารถนาของจิตของเจ้าของที่จะสั่งการ รวมทั้งใช้บรรเทาเบาบางกิเลสเบื้องต้น ในการปฏิบัติธรรมได้ด้วย เนื่องจากพญานาคที่บำเพ็ญภาวนาในเมืองบาดาลนั้น มีส่วนหนึ่งที่มีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาโดยฉเพาะหัวหน้าทั้งหลาย วัตถุธาตุทุกชนิดจะมีพลังมโนธาตุอยู่ในนิวเครียสเสมอ และยังมีธาตุว่างอยู่ในนิวเครียสนั้นอีกด้วย จิตของผู้ที่ฝึกไว้ดีแล้วจึงใส่โปรเกรมต่างๆลงไปในวัตถุต่างๆเหล่านั้น รอการมอนนิเตอร์จากจิตของผู้สั่งการได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องที่อัศจรรย์แต่อย่างไร)
อยู่ มาวันหนึ่ง พระเจ้าชมพูบดีทรงสวมฉลองพระบาทแก้วมณีโชติ แล้วเหาะไปถึงปราสาทของพระเจ้าพิมพิสาร ทรงดำริว่าใครเป็นเจ้าของปราสาทนี้ แล้วก็ทรงพระพิโรธยกพระบาทถีบยอดปราสาทของพระเจ้าพิมพิสาร ด้วยอำนาจที่พระเจ้าพิมพิสารเป็นพุทธอุบาสก คุณนั้นก็คุ้มครองยอดปราสาทนั้นไว้ พระบาทและพระชาณุของพระเจ้าชมพูบดีกลับแตกโลหิตไหล
ครั้นพระ เจ้าชมพูบดีทรงเอาพระแสงขรรค์ ฟันยอดปราสาท ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า เทวดาก็บันดาลให้พระขรรค์นั้นบิ่นไปอีก พระเจ้าชมพูบดีจึงเดินทางกลับมาถึงเมือง แล้วใช้ให้วิษศรเหาะไปร้อยพระกรรณพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารตกพระทัยเสียงวิษศรที่ดังมาในเวหา ทรงหนีไปสู่เวฬุวนาราม พระพุทธเจ้าจึงทรงใช้จักรไปทำลายวิษศร วิษศรสู้พุทธจักรไม่ได้ก็หนีไปถึงปราสาทพระเจ้าชมพูบดี พุทธจักรจึงกลับไป
พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นว่า พระเจ้าชมพูมีวาสนามีปัญญา จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสเรียกพระอินทร์ให้เป็นราชทูตไปหาตัวพระเจ้าชมพูบดีมา เฝ้า พระอินทร์ก็ได้รับการต่อต้านอย่างหนัก แต่พระเจ้าชมภูไม่สามารถต่อกรพระอินทร์ได้ จึงยอมมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ในวันรุ่งขึ้นซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงเตรียมการ ทรงเนรมิตพระองค์เป็นพระเจ้าราชาธิราชประทับอยู่เหนือบัลลังก์ในปราสาท มีท้าวมหาพรหมยืนถือเศวตฉัตร พระราหุลเป็นขุนคลัง พระสาวกเป็นพระยาประเทศราช
และ จึงโปรดให้มาฆสามเณรไปย่นระยะทางและพา พระเจ้าชมพูบดีเข้ามา เมื่อใกล้จะถึงพระนคร มาฆสามเณรบังคับให้พระเจ้าชมพูบดีลงจากหลังช้าง พระเจ้าชมพูบดีไม่ยอม มาฆสามเณรจึงเนรมิตกายใหญ่โตเข้าไสช้างจนล้มไปในที่นั้น พระเจ้าชมพูบดีจึงต้องเสด็จด้วยพระบาทเข้าไปยังพระนคร (พระ พุทธองค์ทรงทราบทิฐิมานะการยึดตัวตนของพระยาชมภูเป็นอย่างดี จึงต้องทรมานเป็นขั้นๆในการลดทิฐิและความเชื่อมั่นในตนเองจนเกินพอดี ให้ลงมาในระดับที่จะรับฟังคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ได้ และเกิดความเข้าใจ เกิดศรัทธา โดยพระยาชมภูไม่สามารถใช้ศักยภาพด้านใดๆที่จะมาเปรียบเทียบต่อกรกับสิ่งพระ พุทธองค์ทรงเนรมิตขึ้นชั่วคราว ให้พระยาชมภูได้ตระหนักในระหว่างที่เดินเท้าเข้ามาในวังเ พื่อมาเฝ้าพระพุทธองค์ ด้วยความจำยอมต่ออำนาจอิทธิฤทธิ์ของพระอินทร์)
ขนาดนั้นพระ เจ้าราชาธิราชแสดงฤทธิ์ต่อสู้ กับพระเจ้าชมพูบดี พระเจ้าชมพูบดีสู้ฤทธิ์ไม่ได้จึงยอมแพ้ แล้วพระเจ้าราชาธิราชจึงกลับแสดงพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเทศนาจนพระเจ้าชมพูบดีเลื่อมใสออกผนวชและสำเร็จพระอรหันตผลในที่สุด บรรดาข้าราชบริพารของพระเจ้าชมพูบดีจึงกลับไปถึงเมืองปัญจาลราษฐ์ นำเนื้อความไปทูลพระนางกาญจนเทวี พระอัครมเหสีของพระเจ้าชมพูบดี และเจ้าศิริคุตรราชกุมารฟัง
พระนางกาญจนเทวีและเจ้าศิริคุตรราชกุมารจึงเดินทางมายังวัดเวฬุวนาราม ขอพบกับพระชมพูบดีเถระ พระพุทธเจ้าให้นางพิจารณาดู ก็เห็นเป็นพระชมพูบดีเถรทั้งสิ้น ไม่รู้ว่ารูปใดคือชมพูบดี พระพุทธเจ้าจึงให้นางกาญจนเทวีเรียกจึงได้รู้ว่าเป็นองค์ใด นางกาญจนเทวีได้เข้านมัสการพระชมพูบดีเถระแล้ว พระนางจึงขอบวชในสำนักพระพิมพาเถรี ส่วนเจ้าศิริคุตรได้บรรพชาในสำนักพระชมพูบดีเถระ ก็สำเร็จพระอรหันตผลทั้งสิ้น
(พระ พุทธองค์ทรงออกแรงในคราวนั้น ก็เพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ของคน 3 คน ที่ในที่สุดได้บรรลุอรหัตผลทุกคน ขออนุโมทนากับทั้ง 3 ท่าน การที่นางกาญจนเทวี ได้เห็นพระทุกรูปอยู่ในลักษณะเดียวกับอดีตพระสวามีทั้งหมดนั้น มันทำให้นางถึงสัจจธรรมว่าบัดนี้ไม่มีอดีตพระเจ้ามหาชมภูอยู่อีกต่อไป ลบภาพเก่าๆที่เคยยิ่งใหญ่ทางโลกออกไปด้วยตาของตนเอง ต่อสิ่งที่นางประจักษ์อยู่ตรงหน้า เห็นแต่ความสุภาพเรียบร้อย ขององค์อรหันตร์ของอดีตสวามีผู้ยิ่งยงเท่านั้น นางจึงบังเกิดศรัทธาประสาทะอย่างยิ่ง ขอบวชเป็นภิกษุณี และลูกชายซึ่งยังไม่ครบอายุ 20 ปี จึงได้บวชเป็นสามเณรไปก่อน ในที่สุดทุกๆท่านก็ถึงฟากฝั่งพระนิพพาน ด้วยกันหมดทุกท่าน อำนาจและอิทธิฤทธิทุกประการไม่อาจนำดวงจิตของทุกคนไปสู่มรรคผลนิพพานได้ มีแต่ถ้าเผลอใช้อยู่ตามที่ใจสั่งการ ก็จะพาตนเองถึงซึ่งความฉิบหายได้สักวันหนึ่ง เป้นโชควาสนาของพระยาชมภู ที่ยังได้พระมหาเมตตาของพระพุทธองค์มาให้การสงเคราะห์ได้ทันเวลา
ปัจจุบัน พลโลกของหลายๆประเทศกำลังหลงอยู่ในความเป็นมหาอำนาจ และอาวุธที่ทันสมัยของตน ที่กำลังจะทำลายชีวิตมนุษย์และสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างมากมาย ที่มนุษย์เองทำขึ้นแต่ตนเองก็แก้ไขไม่ได้ เร่งวันเวลาให้ธรรมชาติต้องปฏิรูปตนเองครั้งใหญ่ ที่เรียกว่าการร่อนตะแกรงครั้งสุดท้ายของธรรมชาติ ปรับสมดุลทุกๆอย่างให้แก่โลกเสียใหม่ รวมทั้งโล๊ะทิ้งชีวิตของสรรพสัตวว์ และมนุษย์หรือคนที่ไม่มีนิจศีลก็ตาม ไม่ให้ข้ามแดนไปสู่ยุคชาวศิวิไลซ์ได้
ซึ่งพระพุทธองค์ทราบเหตุการณ์ล่วงหน้ามาโดยตลอด ตั้งแต่เพิ่งตรัสรู้ใหม่ๆ จึงเสด็จมายังดินแดนสุวรรณภูมิ เมื่อ 2583 ปีที่แล้ว เพื่อเริ่มสถาปนาวัตถุตัวแทนของพระพุทธองค์เอาไว้ล่วงหน้า พร้อมกับรายงานบันทึกในพระคัมภีร์โบราณอย่างละเอียดเอาไว้เป็นหลักฐาน ประกอบในการมาอุบัติครั้งใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2550 โดยทรงใช้พระสรีระธาตุต่างๆเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ และทรงให้พระอริยสาวก เช่นหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ หลวงปู่สิวลี เป็นต้นมาเป็นกำลังสำคัญ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาช่วยบรรดาลูกหลานในยุคใหม่ต่อไป จนพระศาสนามีอายุครบ 5,000 ปีตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสเอาไว้กับพระอานนท์ ในช่วงที่ทรงเสด็จมายังดินแดนลาว และภาคอิสานในปัจจุบันหลายแห่ง ศึกษาเอกสารและไปเยือนสถานที่สำคัญต่างๆที่พระพุทธองค์ ทรงให้ไว้กราบไหว้บูชามาเท่าทุกวันนี้
สิ่ง ที่พระพุทธองค์ได้ทรงสถาปันนาเอาไว้ในที่ต่างๆ เป็นด้านกายภาพ ที่จะนำไปถึงภาคพลังงานในทุกๆที่ ที่ได้ทรงอธิษฐานใส่พลังงานบุญบารมีของพระพุทธองค์เอาไว้ ในบางแห่งจะร่วมกับพลังงานของพระพุทธเจ้าในภัทรกัปปนี้อีก 3 พระองค์ที่มาตรัสรู้ล่วงหน้าอีกด้วยเช่นที่ พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร และพระธาตุพนม ที่อีก 3 พระพุทธองค์ได้เคยให้นำเอาพระอุรังธาตุมาประดิษฐานก่อนหน้านั้น
พลังงาน ต่างๆอย่างครบถ้วนทั้งทางโลกและทางธรรมที่ทรงบรรจุเอาไว้ในสถานที่สำคัญ ต่างๆ หากลูกหลานภายหลังเข้าใจปริศนาธรรม และสามารถต่อเชื่อมเข้าสู่เซิร์บเวอร์ของตนเองได้ก็จะเปลี่ยนตนเองได้ในฉับ พลัน และสามารถใช้จิตของตนสั่งการให้ตนเองบรรลุความสำเร็จตามที่ปรารถนาต่อไปอย่างสะดวกรวดเร็ว)
back up data: http://tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=588
